Skip to content

Connect the Dots

เราอยู่คนเดียวได้จริงเหรอ?

ทุกคนบอกว่าต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง แต่ข้าวทุกมื้อ ไฟทุกดวงมาจากคนแปลกหน้า แล้วสมองสัตว์สังคมของเรารู้สึกยังไงกับผนังบาง ๆ ที่กั้นเราไว้

· อ่านภาษาอังกฤษ

เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็บอกว่าอยู่คนเดียวสบายจะตาย และทุกคนควรอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งใคร ทั้งเรื่องครอบครัว ทั้งเรื่องความสัมพันธ์

แต่เราสงสัยมาสักพักแล้วว่า เราอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวจริงป้ะ? แล้วทำไมคนเราต้องพยายามอยู่ให้ได้ด้วยตัวคนเดียวขนาดนั้น?

ลองนับดูว่าวันนี้เราพึ่งใครไปแล้วบ้าง

ถ้าไม่มีคนสร้างบ้านให้ เราจะนอนที่ไหน ถ้าไม่มีป้าขายกับข้าว เราจะเอาอะไรกิน ถ้าไม่มีคนดูแลไฟฟ้า น้ำประปา คืนนี้เราจะเปิดไฟ อาบน้ำได้ไหม

ลองสมมติว่าโลกนี้เหลือเราอยู่คนเดียว ไม่ต้องไปหลงป่าหรอก แค่อยู่ในเมืองร้างที่ไม่มีใครอื่นอยู่เลย มีตึก มีถนนครบ แต่ไม่มีคน เราจะรอดจริงเหรอ?

เราคิดว่ายากนะ

คำว่า “อยู่คนเดียวได้” ที่เราพูดกัน จริง ๆ แล้วอาจแปลว่า “อยู่ได้ โดยมีคนแปลกหน้าอีกมากมายคอยทำทุกอย่างให้ โดยที่เราไม่ต้องเห็นหน้าเขา”

ผนังบาง ๆ ที่กั้นเราไว้

ที่แปลกคือ พวกเราทุกคนเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งตลอดเวลา แต่เหมือนมีผนังบาง ๆ มากั้นเราไว้ เราไม่รู้จักกันเลย และดูเหมือนว่าก็ไม่ได้อยากรู้จักด้วย

และผนังนี้ก็ดูจะหนาขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก นักสังคมวิทยาอย่าง Eric Klinenberg เขียนไว้ว่า จำนวนคนที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นมากในหลายประเทศทั่วโลกตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา1

แล้วใครได้ประโยชน์?

อันนี้เป็นข้อสงสัยส่วนตัวของเรานะ ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน

ลองดูเรื่องเล็ก ๆ อย่างเครื่องปรุง ถ้าอยู่กันเป็นครอบครัว ซื้อขวดใหญ่ขวดเดียวใช้ได้เป็นเดือน แต่ถ้าแยกกันอยู่คนเดียว หลายคนกลับซื้อซองเล็ก ๆ ใช้ครั้งเดียวทิ้ง

ถ้าเป็นแบบนี้ บริษัทขายเครื่องปรุงจะอยากให้คนแยกกันซื้อเยอะ ๆ ไหม เพราะได้กำไรมากขึ้น? แล้วถ้าไม่ได้มีแค่เครื่องปรุงล่ะ?

สมองสัตว์สังคมรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้

คำถามที่เราอยากรู้ที่สุดคือ การที่คนขาดการเชื่อมโยง ขาดการเอื้อเฟื้อกัน ขาดความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มันไปกระตุ้นอะไรในสมองของเราบ้าง

นักประสาทวิทยาสังคมชื่อ John Cacioppo ใช้เวลาหลายสิบปีศึกษาเรื่องความเหงา และเสนอว่า ความเหงาไม่ได้เป็นแค่อารมณ์ แต่เป็น สัญญาณเตือนทางชีวภาพ แบบเดียวกับความหิวหรือความกระหาย2

ความหิวบอกให้เราไปหาอาหาร ความเหงาก็บอกให้เรากลับไปหาคน เพราะสำหรับบรรพบุรุษของเรา การหลุดออกจากกลุ่มแปลว่าอันตราย ไม่มีใครช่วยระวังภัย ไม่มีใครแบ่งอาหาร

ที่น่าสนใจคือ Cacioppo แยก “การอยู่คนเดียว” ออกจาก “ความเหงา” คนที่อยู่คนเดียวแต่ยังรู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่นอาจไม่เหงาเลย ส่วนคนที่อยู่ท่ามกลางคนเยอะ ๆ แต่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของใคร กลับเหงาได้2 ปัญหาเลยอาจไม่ได้อยู่ที่ห้องที่เราอยู่คนเดียว แต่อยู่ที่ผนังบาง ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีใคร

ถ้าสัญญาณเตือนนี้ดังค้างอยู่นาน ๆ สมองจะเข้าโหมดระวังภัย คอยมองหาภัยทางสังคมมากขึ้น เหมือนสมองสัตว์สังคมของเรากำลังบอกว่า ตอนนี้เราอยู่ในภาวะผิดปกติ เรากำลังถูกทอดทิ้ง2

และงานวิจัยของทีมเขายังพบว่า ความเหงาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำนายอาการซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นในเวลาต่อมาได้3 ไม่ได้แปลว่าทุกคนที่อยู่คนเดียวจะซึมเศร้านะ แต่ข้อสงสัยที่ว่า การแยกกันอยู่อาจเชื่อมไปถึงโรคอย่างโรคซึมเศร้า ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองซะทีเดียว

เราคิดว่า

“อยู่คนเดียวได้” อาจเป็นแค่ภาพลวง เราไม่เคยอยู่คนเดียวจริง ๆ เลย แค่เรามองไม่เห็นคนที่อยู่กับเรา และพอมองไม่เห็นนาน ๆ สมองก็เริ่มเชื่อว่าเราไม่มีใคร

แล้วทุกคนล่ะ คิดว่าคนเราอยู่คนเดียวได้จริงไหม? ได้ หรือ ไม่ได้?

Footnotes

  1. Klinenberg, E. (2012). Going Solo: The Extraordinary Rise and Surprising Appeal of Living Alone. New York: Penguin Press. ↩

  2. Cacioppo, J. T., & Patrick, W. (2008). Loneliness: Human Nature and the Need for Social Connection. New York: W. W. Norton & Company. ↩ ↩2 ↩3

  3. Cacioppo, J. T., Hughes, M. E., Waite, L. J., Hawkley, L. C., & Thisted, R. A. (2006). Loneliness as a specific risk factor for depressive symptoms: Cross-sectional and longitudinal analyses. Psychology and Aging, 21(1), 140–151. ↩

← กลับไปหน้าบทความ