Skip to content

Connect the Dots

ทำไมเด็กสมัยนี้ชอบอะไรไร้สาระอย่าง 67?

คนที่บ่นเรื่อง 67 วันนี้ คือคนที่เคยแพลงกิ้งกับเต้นฮาเร็มเชคเมื่อสิบกว่าปีก่อน และความไร้สาระอาจเป็นประเด็นมาตั้งแต่แรก

· อ่านภาษาอังกฤษ

คนที่กำลังบ่นเรื่อง 67 อยู่ตอนนี้ ส่วนใหญ่คือคนที่เมื่อสิบกว่าปีก่อนถ่ายรูปแพลงกิ้ง กับเล่น Ice Bucket Challenge ปะ?

ทำไมเด็กรุ่นนี้ชอบอะไรไร้สาระแบบ 67 หรือ brain rot? มันไม่มีแก่นสาร ไม่ดูดี ไม่สนุก ไม่มีเหตุผล อย่างน้อยก็ในสายตาผู้ใหญ่ แล้วทำไมเด็ก ๆ ถึงชอบกันได้?

เหอะ พูดอย่างกับมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลมาตลอดประวัติศาสตร์

คนเราก็ทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว

ไม่ต้องย้อนไปไกล เอาแค่เมื่อสิบกว่าปีก่อน

ทำไมเราต้องไปนอนแข็งทื่อ หน้าคว่ำ บนโต๊ะบ้าง บนเคาน์เตอร์บ้าง แล้วถ่ายรูปท่าแพลงกิ้ง?

แล้วการเต้นฮาเร็มเชค ใส่ชุดแปลก ๆ แล้วเต้นมั่ว ๆ พร้อมกัน มันมีความหมายอะไร?

ความไร้สาระนั่นแหละคือประเด็น

ถ้ามีมมีความหมายชัดเจน ผู้ใหญ่ก็เข้าใจ และมาร่วมเล่นด้วยได้

แต่พอมันไร้สาระ การรู้ว่ามันคืออะไรก็กลายเป็นรหัสลับของกลุ่ม คนที่เก็ตคือพวกเดียวกัน คนที่ไม่เก็ตคือคนนอก

ไม่ได้เกิดแค่กับมีม

ลองดูศาสนา เราไม่ได้บอกว่าศาสนาไม่จริงนะ แต่ศาสนาในโลกนี้มีเยอะมาก และหลายศาสนาก็เชื่อไม่ตรงกันเลย บางเรื่องขัดกันแทบจะสิ้นเชิง

แต่ทุกศาสนาก็อยู่กับคนมาได้นานมาก และยังทำงานได้ดี

แปลว่าศาสนาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าจริง ถึงจะทำงานได้ เพราะหน้าที่อย่างหนึ่งของมันคือผูกคนเข้าด้วยกัน

Durkheim กับ collective effervescence

Émile Durkheim นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส เสนอไว้ในหนังสือ The Elementary Forms of Religious Life (1912) ว่า ศาสนาผูกคนเข้าด้วยกันผ่านพิธีกรรมที่ทำร่วมกัน1

ความรู้สึกฮึกเหิมตอนทุกคนทำอะไรพร้อมกัน เขาเรียกว่า collective effervescence

แล้ว 67 เกี่ยวอะไรด้วย?

เราว่าเด็กตะโกน 67 พร้อมกัน กับที่เราเต้นฮาเร็มเชคเมื่อสิบกว่าปีก่อน มันคือกลไกคล้าย ๆ กันเลย ตัวเนื้อหาจะไร้สาระแค่ไหนก็ไม่สำคัญ สำคัญที่เราทำมันด้วยกัน

อีกสิบปี เด็กกลุ่มนี้ก็จะบ่นมีมของรุ่นต่อไป แล้วประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอย

แล้วคุณล่ะ ตอนวัยรุ่นเคยฮิตอะไรที่ไม่มีความหมายบ้าง?

Footnotes

  1. Durkheim, É. (1995). The Elementary Forms of Religious Life (K. E. Fields, Trans.). New York: Free Press. (ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส Les Formes élémentaires de la vie religieuse ตีพิมพ์ปี 1912) ↩

← กลับไปหน้าบทความ